Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
“รักไต ใส่ใจสุขภาพ”
ภก.กัณฑ์พนท์ จุฑาพชราภรณ์
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d


            ไตเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายมนุษย์ที่มีความมหัศจรรย์และมีความจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิต คนปกติมีไต 2 ข้างวางอยู่บริเวณกลางหลังข้างละ 1 อัน ไตทำหน้าที่กลั่นกรองน้ำ เกลือแร่ และสารเคมีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการ พร้อมกับทำการคัดหลั่งของเสียออกจากร่างกายในรูปของน้ำปัสสาวะผ่านกรวยไตลงไปเก็บกักในกระเพาะปัสสาวะ เพื่อให้พร้อมในการกำจัดทิ้งออกทางท่อปัสสาวะ นอกจากนี้ไตยังทำหน้าที่ปรับสมดุลของสาร น้ำ เกลือแร่ในร่างกายและทำการสร้างสารและฮอร์โมนอีกหลากหลายชนิด ได้แก่ วิตามินดี ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด และฮอร์โมนควบคุมความดันโลหิต  


        โรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะที่ไตถูกทำลายอย่างต่อเนื่องและถาวร ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานของไตลดลง โดยสาเหตุของโรคไตเรื้อรังที่สำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน


            จากสถิติสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย คนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน หรือ 17.66% ของประชากร เป็นไตวายระยะสุดท้ายกว่า 31,496 ราย ได้รับการรักษาบำบัดทดแทนไตมีประมาณกว่า 10,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุของโรคไตเป็นลำดับต้นๆ

สัญญาณเตือนภัย “ไตผิดปกติ”


              เราสามารถสังเกตความผิดปกติของไตตนเองได้โดยสังเกตสัญญาณเตือนภัย 6 ประการดังนี้ คือ

     1. การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะออกน้อยลง เป็นต้น

     2. มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขัด สะดุดหรือมีเศษนิ่วปนออกมา

     3. ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อหรือปัสสาวะเป็นฟอง

     4. การบวมของใบหน้า ลำตัว ขา และเท้า

     5. อาการปวดบั้นเอวหรือบริเวณสีข้าง (ไม่ต่ำกว่าเอวหรือไม่อยู่กลางหลัง)

     6. ตรวจพบความดันโลหิตสูง


              หากพบสัญญาณเตือนภัยข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ขอแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานจนสายเกินแก้ อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคไตในระยะแรกส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการ มีเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจมีอาการบวมเพียงเล็กน้อยหรือมีความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวว่ามีอาการผิดปกติ แต่ผู้ป่วยระยะนี้จะทราบว่าเป็นโรคไตได้ก็ต่อเมื่อเข้ารับการตรวจเช็คร่างกายจากแพทย์  ดังนั้นโดยทั่วไปแพทย์ก็จะแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีภาวะความดันโลหิตสูง  มีปัญหาอ้วนหรือน้ำหนักเกิน  มีอายุมากกว่า 60 ปี เคยมีประวัติของนิ่วในไต พวกที่ชอบรับประทานยาพร่ำเพรื่อ ชอบรับประทานยาชุด หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไตให้เข้ารับการตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเพื่อหาโรคไต เพราะหากสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก และได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ย่อมดีกว่าตรวจพบเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว 


               จะป้องกันได้อย่างไร?

1. หมั่นสนใจสุขภาพของตนเองและไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี  โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดังที่ได้กล่าวข้างต้น ควรไปตรวจเช็คสุขภาพของไตเป็นระยะ ๆ 

2. ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ให้ดูและรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติมีฤทธิ์ทำลายอวัยวะหลายอย่างทั้ง ไต หัวใจและหลอดเลือดทั่วร่างกาย จึงมีความสำคัญมากที่ผู้เป็นเบาหวานจะต้องเฝ้าระวังและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้วยออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เครียดและหมั่นไปตรวจเลือดเป็นระยะๆ

3. พยายามรักษาระดับความดันโลหิตให้ปกติ เพราะถ้าความดันที่สูงจะไปทำลายหลอดเลือดเล็กๆ ในไต ส่งผลเสียต่อไตได้ แม้แต่ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้โรคไตแย่ลงได้เร็วขึ้น

4. อย่ารับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไป เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก แต่ถ้าคุณมีไตไม่ดีอยู่แล้ว ให้ลดอาหารที่มีโปรตีนลงทันที

5. ลดอาหารที่มีรสเค็ม หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง และอาหารรสจัด

6. ลดอาหารที่มีโพเทสเซียมสูง เช่น ส้ม กล้วย มันฝรั่ง เพราะถ้าไตกำจัดโพเทสเซียมไม่ได้ เมื่อระดับโพเทสเซียมในเลือดสูงจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติและถึงแก่ชีวิตได้

7. เลือกรับประทานอาหารที่มีผลดีต่อไต เช่น ผัก ผลไม้ อาหารไขมันต่ำ นอกจากนี้ยังควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

8. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่

9. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพไต ตรวจวัความดันโลหิต ตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อเช็คสุขภาพเสียแต่เนิ่นๆ

10.  ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำน้อยไปจะทำให้ไตเสื่อม การดื่มน้ำมากไปจะทำให้หัวใจวาย จึงควรเลือกเดินทางสายกลาง 

11. พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน การนอนพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นซึ่งมีผลกระทบทางอ้อมต่อไตทำให้ไตเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น 

12. อย่ารับประทานยาที่จะเป็นพิษต่อไต โดยที่เราไม่ทราบสรรพคุณ เช่น ยาจีน ยาต้ม ยาหม้อ หลีกเลี่ยงการใช้กลุ่มยาที่อาจมีผลต่อไตโดยไม่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งมักจะเป็นยาในกลุ่ม “ยาเอ็นเสด (NSAIDs)” เช่น Aspirin, Diclofenac, Ibuprofen, Indomethacin, Naproxen และ Piroxicam เป็นต้น  แม้แต่ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีหรือมีการแพ้ยา ก็อาจเกิดอันตรายต่อไตได้ เช่น ซัลฟาอาจตกตะกอนในไตทำให้ปัสสาวะไม่ออกได้  ยาแก้ปวดชนิดที่เป็นพาราเซตามอล หากใช้ติดต่อกันเกิน 7 วันอาจทำให้ไตเสื่อมได้ รวมไปถึงยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาต้านมะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัส เป็นต้น  ดังนั้นหากมีความจำเป็นจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งที่รับประทานยากลุ่มนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงหรือปรับขนาดหรือความถี่ในการใช้ยาให้เหมาะสม


จะเห็นได้ว่าโรคไตเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้น ใครที่ละเลยหรือเพิกเฉยการดูแลสุขภาพ คงต้องเริ่มหันมาดูแล


 “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” กันตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดโอกาสการเป็นโรคไตและชะลอการเสื่อมของไต รักษาไตให้มีสุขภาพดีไปนานๆ 

                                                 เรียบเรียงโดย  ภก.กัณฑ์พนท์   จุฑาพชราภรณ์