Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
รู้เท่าทัน ป้องกันมะเร็งได้
ภก.กัณฑ์พนท์ จุฑาพชราภรณ์
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
Smiley face Smiley face
        ด้วยเหตุที่มีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นสาเหตุการตายของประชากรโลกมากเป็นอันดับต้น ๆ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization -WHO) และสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (Union for International Cancer Control - UICC) จึงร่วมกันกำหนดให้ทุกวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันมะเร็งโลก (World Cancer Day) ดังนั้นในโอกาสนี้ Health Monitor จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักและเผยแพร่องค์ความรู้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งให้ผู้อ่านได้นำไปเป็นแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงของการป่วยเป็นมะเร็ง เพราะมะเร็งนั้น แม้จะเป็นโรคร้ายแต่หากรู้เท่าทันก็สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้
สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
        สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น เกิดได้ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกายและภายนอกร่างกาย โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการขาดสารอาหารเป็นระยะเวลานาน เช่น การขาดวิตามินเอ หรือ ซี
        ส่วนปัจจัยภายนอกที่มาจากสิ่งแวดล้อมนั้น ได้แก่ การติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อพยาธิใบไม้ในตับ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อเอชพีวี ฯลฯ นอกจากนี้ยังเกิดจากการสัมผัสหรือได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้งย่างอาหาร สารพิษจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินที่พบในถั่วลิสงป่น การสัมผัสกับรังสีเอกซเรย์หรือรังสียูวีมากเกินไป การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย
        สถานการณ์โรคมะเร็ง ณ ขณะนี้ พบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง และในทุกกลุ่มอายุ โดยอุบัติการณ์ทั้งเพศชายและเพศหญิงไม่แตกต่างกันมากนัก ในเพศชาย มะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ 1.มะเร็งตับและท่อน้ำดี 2.มะเร็งปอด 3.มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 4.มะเร็งต่อมลูกหมาก และ 5.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนเพศหญิง มะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ 1.มะเร็งเต้านม 2.มะเร็งปากมดลูก 3.มะเร็งตับ 4.มะเร็งปอด และ 5.มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
อาการอย่างไรที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นมะเร็ง
        กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำวิธีสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง 7 ข้อ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสุขภาพตัวเองได้ คือ
            1. มีเลือดออกที่ช่องคลอดหรือทวารหนักมากผิดปกติ 
            2. มีก้อนเนื้อหรือตุ่มเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็ว 
            3. มีแผลเรื้อรังรักษาหายยาก 
            4. ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม
            5. เสียงแหบ หรือไอเรื้อรัง 
            6. น้ำหนักลด เบื่ออาหาร กลืนอาหารลำบาก หรือทานอาหารแล้วไม่ย่อย
            7. ไฝหรือหูด มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
        หากใครมีอาการเหล่านี้ขอให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจสุขภาพ เพราะหากเป็นมะเร็ง ถ้าพบเร็วจะเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น
การป้องกันตนเอง
        สำหรับการป้องกันโรคมะเร็งนั้น กระทรวงสาธารณสุขแนะนำว่า มีหลักการง่าย ๆ คือ 5 ทำ 5 ไม่ คือ 
        กิจกรรมที่ควรทำ 5 ประการได้แก่ 
            1. ออกกำลังกายประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที จะป้องกันความอ้วน ลดความเครียดได้
            2. ทำจิตใจให้แจ่มใส ทำได้หลายวิธี เช่น ออกกำลังกาย การทำบุญตามวิถีแห่งศาสนา การเดินทางท่องเที่ยว
            3. รับประทานผักผลไม้สดให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม ในผักผลไม้มีสารต้านมะเร็ง เช่น วิตามินเอ สารเบต้าแคโรทีน และมีเส้นใยอาหาร ทำหน้าที่คล้ายแปรงไปกระตุ้นผนังลำไส้ใหญ่ให้สร้างเมือกมากขึ้น ทำให้ระบบขับถ่ายดี 
            4. รับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ลดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารปิ้งย่าง หรือทอดไหม้เกรียม  อาหารหมักดองเค็ม 
            5. ตรวจร่างกายเป็นประจำ การตรวจร่างกายทำให้รู้ว่าท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของมะเร็งชนิดใด ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถเฝ้าระวังคนเองได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น จึงควรรู้จักสังเกตความผิดปกติของตนเองตามสัญญาณอันตราย 7 ประการของโรคมะเร็ง นอกจากนี้สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจร่างกายประจำปี เพื่อหาความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
        ส่วนกิจกรรมที่ไม่ควรทำมี  5 ประการ คือ 
            1. สูบบุหรี่ โดยพบว่า หากหยุดสูบบุรี่จะป้องกันเกิดมะเร็งปอดได้ร้อยละ 60-70
            2. เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ซึ่งโอกาสเสี่ยงของการได้รับเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก
            3. ดื่มสุรา โดยผู้ที่ดื่มสุรามากกว่าวันละ 3 แก้ว จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง 9 เท่าของคนไม่ดื่ม และหากดื่มมากกว่าวันละ 3 แก้วและสูบบุหรี่มากกว่าวันละ 20  มวนด้วย ความเสี่ยงเกิดมะเร็งจะเพิ่มเป็น 50 เท่าตัว  
            4. ตากแดดจ้า เนื่องจากปัจจุบันรังสียูวีกระทบผิวหนังมากขึ้น หากตากแดดมากก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ทางที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงการตากแดดจ้านาน ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามรับแสงแดดเลย โดยช่วงเวลาที่ควรได้รับแสงแดด คือ ช่วงเช้า กับช่วงเย็น อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง โดยควรรับแสงแดดอ่อน ๆ
            5. รับประทานปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบ ๆ เช่น ปลาตะเพียน ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาเกล็ดขาว อาจเป็นแหล่งของพยาธิใบไม้ในตับซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับอย่างหนึ่ง   
                    จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ล้วนป้องกันได้ทั้งสิ้น หากดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะทั้งการกินและการอยู่ เพียงเท่านี้การมีอายุยืนยาวพร้อมสุขภาพที่ดีก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอย่างแน่นอน