Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
ดูแลสุขภาพเท้า ใครว่าไม่สำคัญ
ภก.กัณฑ์พนท์ จุฑาพชราภรณ์
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
        เท้าเป็นอวัยวะที่ทำงานหนัก ในขณะเดินมีแรงกระทำต่อเท้าข้างละประมาณ 120% ของน้ำหนักตัว  และในขณะวิ่งมีแรงกระทำต่อเท้าสูงถึงข้างละประมาณ 275% ของน้ำหนักตัว มีการศึกษาพบว่าผู้ชายน้ำหนักตัว 68  กิโลกรัม เท้าแต่ละข้างต้องรับน้ำหนัก  63.5  ตันในขณะเดิน และสูงถึง 100 ตัน เมื่อวิ่งเป็นระยะทาง 1.6  กิโลเมตร มีผู้ประมาณการไว้ว่าชั่วชีวิตของมนุษย์ผู้หนึ่งจะใช้เท้าเดินเป็นระยะทางเฉลี่ยถึง 120,000 - 160,000 กิโลเมตร  ซึ่งยาวมากกว่า  3  ถึง 4 เท่า ของระยะทางรอบโลกเสียอีก  ดังนั้น เมื่อเท้าต้องทำงานหนักขนาดนี้  การดูแลสุขภาพเท้าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ทราบได้ยังไงว่า “เท้ายังมีสุขภาพดีหรือเปล่า”
        1.อาการปวด เท้าที่สุขภาพดีโดยทั่วไปจะไม่มีอาการปวด หากมีอาการปวดแสดงว่าต้องมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง และหากมีอาการ ดังต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
                - ปวดเท้าเวลาเดินหรือวิ่ง                                  - ปวดเท้าขณะพักหรือยกขา
                - ปวดต่อเนื่องมากกว่า 72 ชั่วโมง                        - มีอาการบวมที่เท้าข้างหนึ่งหรือสองข้างมากกว่า 24 ชั่วโมง
        2.การไหลเวียนของเลือดบริเวณเท้า สังเกตดูว่าสีบริเวณผิวหนังถ้ามีสีคล้ำๆ แสดงว่ามีอาการเกิดจากเลือดไปเลี้ยงที่เท้าไม่พอ ตรงกันข้ามหากสีผิวของนิ้วเท้ามีเลือดไหลเวียนปกติ นิ้วจะมีสีชมพูและเท้าจะอุ่น หากเท้าขาดเลือดผิวจะมีสีคล้ำและเท้าจะเย็น
        3.ดูการเคลื่อนไหวของนิ้วเท้า ลองใช้นิ้วเท้าคีบผ้าบนพื้น หากทำได้แสดงว่านิ้วเท้ายังมีการเคลื่อนไหวที่ปกติดี
        4.การทรงตัวโดยการยืนเท้าข้างเดียวและให้หลับตา หากอายุน้อยกว่า 30 ปี จะยืนได้นานกว่า 15 วินาที หากอายุ 30-40 ปีจะยืนได้นาน 12 วินาที อายุ 40-50 ปี จะยืนได้นาน 10 วินาที และอายุมากกว่า 50 ปี จะยืนได้นาน 7 วินาที การทรงตัวนี้หากบริหารอยู่เป็นประจำจะทำให้ยืนได้นานขึ้น
เคล็ดลับการดูแลสุขภาพเท้า 12 วิธี
        1.หมั่นล้างเท้าด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ  หลังจากเท้าที่ต้องทำงานมาทั้งวัน การแช่เท้าในน้ำอุ่นหรือนวดฝ่าเท้าจะช่วยผ่อนคลายความตึงล้าของกล้ามเนื้อเล็กๆ ในเท้าได้ แต่ห้ามใช้ในผู้เป็นเบาหวาน ซึ่งมีผิวเท้าแห้ง เพราะการแช่น้ำทำให้ผิวแห้งมากขึ้น และห้ามใช้ในผู้ที่มีเท้าชาเพราะทำให้ไม่รู้ตัวว่าน้ำนั้นร้อนเกินไป อาจทำให้เท้าพองได้
        2.ควรเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วต้องมั่นใจว่าแห้งจริงๆ
        3.ควรดูแลเท้าไม่ให้มีรอยฟกช้ำหรือบาดแผล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลือกรองเท้าที่ไม่เหมาะกับเท้า
        4.วิธีป้องกันเล็บขบ ต้องตัดเล็บโดยตัดตรงไม่ตัดตามความโค้งของนิ้ว และไม่ควรตัดให้สั้นเกินไป รวมทั้งควรตะไบเล็บทุกครั้งหลังการตัดเล็บ
        5.ถ้าผิวแห้ง ทาครีมบางๆ  ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า แต่ไม่ทาบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมได้
        6.ถ้านิ้วเท้ามีอาการบวมขึ้น แข็งขึ้น หรือรู้สึกคันบริเวณนิ้วเท้า นั่นอาจเป็นอาการของการติดเชื้อราบนผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์
        7.อย่าละเลยหากมีอาการปวดที่เท้า เนื่องจากโรคบางอย่างสามารถรักษาและป้องกันได้ หากปล่อยทิ้งไว้อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติตามมาในภายหลัง
        8.ให้ตรวจเท้าเป็นประจำโดยสังเกตสีผิว อุณหภูมิของเท้า
        9.ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ และเลือกขนาดที่พอดีกับเท้า
        10.ควรใส่รองเท้าตลอดเวลาแม้จะอยู่ในบ้านก็ตาม โดยเลือกใส่รองเท้าใส่ในบ้านเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุกับเท้า
        11.ถ้าอากาศเย็นให้ใส่ถุงเท้านอน  
        12.ออกกำลังเพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการไหลเวียนเลือดมาสู่ปลายเท้า
การออกกำลังเพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้า
        1.กระดกข้อเท้าขึ้นและลงสลับกันช้าๆ
        2.หมุนข้อเท้า โดยหมุนเข้าและหมุนออกช้าๆ  
        3.ใช้นิ้วเท้าจิกผ้าที่วางอยู่บนพื้นเพื่อบริหารกล้ามเนื้อเล็กๆ ในเท้า
        4.นั่งยกขาขึ้น  เหยียดเข่าตึง แล้วกระดกข้อเท้าขึ้นค้างไว้นับ 1 – 6 ในใจถือเป็น 1 ครั้ง
เท้าเป็นอวัยวะที่รวมปลายประสาททั้งหมดของร่างกาย เราจึงควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเท้ากันมากขึ้น  เท้าทั้งสองข้างทำหน้าที่หนักในแต่ละวัน ด้วยการแบกรับภาระร่างกาย แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยในการดูแล  การมีสุขภาพเท้าที่ไม่ดี นอกจากจะส่งผลเสียกับเท้าแล้วยังอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่ออวัยวะอื่นซึ่งเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อส่วนขา ข้อเข่า กล้ามเนื้อตามแนวกระดูกสันหลังและคอ ดังนั้น เราจึงควรเริ่มต้นใส่ใจดูแลเท้าเพื่อที่เราจะได้มีเท้าที่สุขภาพดี ไม่มีโรคภัย