Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
อย่างไรถึงเรียกว่าโรคหัวใจ
ภก.กัณฑ์พนท์ จุฑาพชราภรณ์
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
        โดยสถิติจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคหัวใจคร่าชีวิตคนทั่วโลกถึงปีละ 17 ล้านรายต่อปี ในขณะที่สถานการณ์ประเทศไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตมากถึงชั่วโมงละ 4 ราย นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากอุบัติเหตุและโรคมะเร็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าปัจจุบันสถิติผู้ป่วยโรคหัวใจมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่าในรอบ 10 ปี และโรคหัวใจคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่
อาการอย่างไรที่แสดงว่าเป็นโรคหัวใจ
อาการผิดปกติเบื้องต้นของหัวใจและร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นข้อบ่งชี้ว่า มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สามารถแบ่งได้หลายชนิด ดังนี้
       1. เจ็บหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ มีลักษณะดังนี้
         - เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก หรือลิ้นปี่ โดยมักจะปวดแบบจุกๆ เหมือนถูกบีบเค้น หรือถูกของกดทับ อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือทั้งสองด้าน แต่ส่วนใหญ่จะเจ็บตรงหน้าอกซีกซ้ายอันเป็นตำแหน่งของหัวใจโดยตรง และมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่คอ ขากรรไกร หัวไหล่ หรือต้นแขนข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง ขณะที่มีอาการเจ็บหน้าอกจะมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงร่วมด้วย
       - มักจะปวดหลังจากการออกแรง เช่น ยกของ เดินขึ้นที่สูง ทำงานหนัก ออกกำลังกายหักโหม เบ่งถ่าย มีอารมณ์โกรธ ตื่นเต้น ตกใจ เสียใจ อารมณ์เครียด, หลังกินข้าวอิ่ม, หลังอาบน้ำเย็น, ถูกอากาศเย็น, ขณะสูบบุหรี่, ดื่มกาแฟ หรือเป็นไข้สูง          -  จะปวดนานครั้งละ 2-3 นาที อย่างมากไม่เกิน 15 นาที เวลาหยุดกิจกรรมที่เป็นตัวกระตุ้นแล้วนั่งพักนอนพักสักครู่จะหายปวดได้เอง
        - ในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บจุกยอดอกในลักษณะเดียวกัน แต่จะเจ็บรุนแรงและนานเป็นชั่วโมงๆ แม้นอนพักก็ไม่ทุเลา คนไข้จะรู้สึกเหนื่อยอ่อน หมดแรง ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียน ถ้าเป็นรุนแรงจะเป็นลม มือเท้าเย็น หอบเหนื่อย หมดสติ และอาจหัวใจวายตายอย่างกะทันหัน
         -  อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้มาจากโรคหัวใจ มีลักษณะดังนี้
         เจ็บเหมือนถูกของแหลมแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน และรุนแรงมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า ขยับตัว หรือหายใจเข้าลึกๆ อาการเจ็บอาจร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า
           2. ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
                 หมายถึงการที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆ หยุดๆ อาการดังกล่าวพบได้ในคนที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด เกลือแร่ผิดปกติ ซึ่งการตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบแพทย์อาการดังกล่าวก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่
                โดยทั่วไปแพทย์จะตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งอาจจะปกติในขณะที่ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ดังนั้นจึงควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง หรืออาจใช้อุปกรณ์เพื่อตรวจวัดชีพจรเมื่อเกิดอาการเพื่อดูว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา 1 นาที และสม่ำเสมอหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำขึ้น โดยปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 -100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง 150 -250 ครั้ง/นาที 
          3. หอบ    
                  คำว่า เหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์ หมายถึงอาการหายใจไม่พอ มีอัตราการหายใจมากกว่าปกติเมื่อออกกำลังกายหรือทำกิจวัตรประจำวัน เมื่อเทียบกับอดีตหรือเทียบกับคนอายุเดียวกัน แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ ทั้งนี้ ถ้าไม่มีอัตราหายใจเร็วก็ถือว่าไม่ใช่หอบเหนื่อยจากหัวใจ
                โรคหัวใจ อาการเริ่มต้นจะหอบ เหนื่อยง่าย หายใจเร็ว เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ผู้ที่มีอาการรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ ต้องนอนหนุนหมอนสูงหรือนั่งหลับ อย่างไรก็ดี อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย แต่ยังเดินไปมาได้ เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ
        4. เป็นลมวูบ หมดสติ  
               อาการวูบในที่นี้ หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองเห็นภาพไม่ชัดเจน โดยมีอาการชั่วขณะ  ทั้งนี้ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเคลง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการวูบหรือหมดสติดังกล่าวอาจเกิดจาก ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก เลือดออกในสมอง  นอกจากนั้นแล้ว "วูบ" ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำทำให้ความดันโลหิตต่ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ทานยาลดความดันโลหิต เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการวูบจากโรคหัวใจ เราอาจจะต้องดูอาการหรือความผิดปกติอย่างอื่นประกอบด้วย
          5. ขาบวม
         การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น อาการบวมมักจะเป็นตอนสายๆ เช้าตื่นมาอาจจะไม่บวมหรือบวมไม่มาก แต่สายๆจะบวมมากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบเพื่อหาสาเหตุ จึงจะสามารถให้การรักษาได้ถูกต้อง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
         1. เพศ
               - อัตราการเกิดโรค พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3 เท่า
               - อัตราการเสียชีวิต พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 5 เท่า
         2. ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบก่อนวัยอันควร (ผู้ชายอายุน้อยกว่า 55 ปี ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี) จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคสูง
         3. ความดันโลหิตสูง พบว่า 
              - ผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ความดันโลหิตตัวล่างที่สูงจะมีผลต่ออัตราเสี่ยงมากที่สุด 
              - ผู้ที่อายุ 50 – 59 ปี ความดันโลหิตทั้งตัวบนตัวล่าง และ Pulse Pressure (ค่าความแตกต่างระหว่างความดันตัวบนและตัวล่าง)          ที่สูงขึ้น มีผลต่ออัตราเสี่ยงของการเกิดโรค
              - ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ค่า Pulse Pressure มีผลต่ออัตราเสี่ยงมากที่สุด
         4. การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง จะเพิ่มอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย 3 เท่าในผู้ชาย และ 6 เท่าในผู้หญิง เทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
         5. ภาวะไขมันในเลือดสูง พบว่าค่าไขมันคอเลสเตอรอลและไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูง รวมถึงค่า HLD ต่ำ มีผลต่ออัตราเสี่ยงการเกิดโรคสูง
         6. เบาหวาน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน โดยเฉพาะผู้หญิง
         7. ภาวะการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน พบการเกิดโรคนี้สูงขึ้นในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
         8. โรคอ้วน พบว่าคนอ้วนที่ค่า Body Mass Index 40 จะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ 2 -7 เท่าในผู้ชาย และ 1.9 เท่าในผู้หญิง
          ข้อมูลที่ได้บอกไปข้างต้นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เรามีอัตราเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยว่าเราเป็น โรคหัวใจหรือไม่ คือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเท่านั้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนจะเป็นการดีที่สุด  สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงก็ไม่ควรประมาท ควรรู้จักสังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ  ออกกำลังกายเป็นประจำ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์  รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง และหันไปรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง เช่น โรคหัวใจ ซึ่งอาจแฝงอยู่ในตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัวตั้งแต่เนิ่นๆ