Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
ภาวะกระดูกพรุนในคุณแม่วัยทอง
ภก.กัณฑ์พนท์ จุฑาพชราภรณ์
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
        อาคารบ้านเรือนจะแข็งแรงได้จะต้องมีเสาและคานที่แข็งแรงฉันใด ร่างกายของเราจะคงรูปร่างอยู่ได้ก็ต้องมีกระดูกที่แข็งแรงฉันนั้น หากเสาและคานไม่แข็งแรง บ้านก็จะพังทลายลงได้ง่ายเมื่อถูกลมพายุเพียงเบาๆ พัดผ่าน  ในทำนองเดียวกัน หากกระดูกของเราไม่แข็งแรงก็จะหักได้ง่ายแม้จะได้รับแรงกระแทกที่ไม่รุนแรงนัก  
        โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง หากตัดเนื้อกระดูกของผู้ที่เป็นโรคนี้มาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่าเนื้อกระดูกมีรูพรุนเต็มไปหมด คล้ายกับไม้ที่ถูกปลวกกัดกินจนผุไปหมด ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้กระดูกจึงหักได้ง่ายมาก 
ทำไมกระดูกจึงพรุน 
        ในภาวะปกติร่างกายจะมีการสร้างและการสลายกระดูกเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในวัยเด็กจะมีการสร้างมากกว่าการสลาย จึงทำให้ร่างกายมีเนื้อกระดูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุประมาณ 30 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายมีเนื้อกระดูกสะสมอยู่มากที่สุด ในวัยนี้จะมีการสร้างและการสลายกระดูกเกิดขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกันจึงทำให้ร่างกายมีเนื้อกระดูกอยู่คงที่ในระดับสูงสุดนี้ต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของกระดูกที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนก็คือ หลังจากนี้แล้วเนื้อกระดูกจะเริ่มบางลง การทำลายเซลล์กระดูกจะเพิ่มขึ้นในขณะที่การสร้างเซลล์กระดูกจะลดลง ซึ่งภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากโดยธรรมชาติผู้หญิงมีการสะสมเนื้อกระดูกไว้ได้น้อยกว่า ดังนั้นเมื่อถึงวัยที่มีการสลายมากกว่าการสร้างกระดูก จึงทำให้เนื้อกระดูกบางลงจนถึงระดับกระดูกพรุน ยิ่งกว่านั้นเมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนเพศหญิงจะมีการลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ส่งเสริมให้กระดูกถูกสลายออกมาเร็วขึ้นไปอีก ในขณะที่ผู้ชายไม่มีช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผู้ชายกระดูกพรุนช้ากว่าผู้หญิง
        โรคกระดูกพรุนในสตรีวัยทองพบมากในสตรีที่หมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 10-20 ปี  สตรีในวัยนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก  ตำแหน่งกระดูกที่พบว่าหักได้บ่อย คือ กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก โดยกระดูกสะโพกหักนั้นนับว่ามีอันตรายมากที่สุด เนื่องจากจะเกิดโรคแทรกซ้อนให้ถึงแก่ชีวิตได้ 
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน 
        สตรีที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนี้ได้แก่ผู้ที่ผอมมาก อายุมากกว่า 65 ปี หรือเข้าสู่วัยทองตั้งแต่อายุยังน้อย มีประวัติครอบครัว ได้แก่ แม่ ป้า น้า หรือพี่สาวเป็นโรคนี้ สตรีชาวเอเชียและสตรีผิวขาวมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าสตรีผิวดำ สตรีที่มีโรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคไต คอหอยพอกเป็นพิษ หรือโรคที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์จะมีความเสี่ยงสูงกว่า นอกจากนี้พฤติกรรมบางอย่างยังส่งเสริมให้กระดูกบางลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้าหรือกาแฟเป็นประจำในปริมาณมากๆ การกินอาหารที่มีแคลเซียมน้อยและมีโปรตีนสูงเป็นประจำ และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น 
ทราบได้อย่างไรว่ากระดูกพรุน 
        หลายคนเข้าใจว่าอาการปวดเมื่อยตามตัวเป็นอาการของโรคกระดูกพรุน แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ที่มีกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใดๆ เลยถ้ากระดูกไม่หัก ดังนั้น โรคกระดูกพรุนจึงถือเป็นภัยเงียบที่ไม่มีอาการใดๆ ให้ระวัง แต่จะเกิดรู้ก็ต่อเมื่อกระดูกหักแล้วหรือกระดูกสันหลังทรุดก็จะทำให้ปวดหลัง หลังค่อม ดูเตี้ยลง เคลื่อนไหวได้ลดลง ซึ่งเกิดจากกระดูกสันหลังพรุนและกระดูกสันหลังยุบตัว ทำให้ส่วนสูงลดลง 
        ในปัจจุบันวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้ คือการตรวจความหนาแน่นกระดูกด้วยเครื่อง Dual Energy X-ray Absorption Meter (DEXA) แต่หลายท่านคงเคยได้รับการตรวจความหนาแน่นกระดูกฟรีมาแล้ว ซึ่งอาจจะตรวจในร้านขายยา ในซุ้มนิทรรศการสุขภาพ หรือในห้างสรรพสินค้า ถ้าคุณตรวจด้วยเครื่องเหล่านั้นแล้วพบว่าผิดปกติ ก็อย่าเพิ่งตกใจ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจยืนยันด้วยเครื่องมือมาตรฐานอีกครั้ง  


วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน
        การป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดคือการเตรียมพร้อมให้กระดูกมีความแข็งแรง ซึ่งต้องเริ่มมาตั้งแต่วัยเยาว์ นั่นคือจะต้องมีการเสริมสร้างมวลกระดูกตั้งแต่เด็ก และทำให้มวลกระดูกมีค่าสูงสุดในช่วงอายุที่ควรมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงที่สุด ซึ่งจะเป็นการสะสมต้นทุนให้กระดูกแข็งแรงและมีคุณภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงอย่างช้าๆ ก็ควรทำการเสริมสร้างกระดูกเพื่อทดแทนการสูญเสีย และในที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยทอง การเสริมมวลกระดูกยิ่งมีความจำเป็น เพราะมวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลงอย่างรวดเร็ว และจะลดลงอย่างต่อเนื่องในวัยนี้  ซึ่งวิธีการเสริมมวลกระดูก หรือการป้องกันกระดูกพรุนทำได้โดย
1.ออกกำลังกายโดยการลงน้ำหนักและมีการใช้แรงต้านในกรณีคุณแม่วัยทองหรือสูงวัย อาจใช้การออกกำลังกายเบาๆ ได้แก่ เดินเร็วๆ เดินขึ้นบันได รำมวยจีน เต้นรำ ออกกำลังกายด้วยยางยืด ฯลฯ และควรออกกำลังกายครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย
2.รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ผักใบเขียว งาดำ ถั่วต่างๆ เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง นมและผลิตภัณฑ์ของนม ซึ่งสำหรับคุณแม่วัยทองถ้าจะดื่มนมก็อาจเลือกดื่มเป็นนมพร่องมันเนย  แต่หากไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมได้มากพอ ก็ให้รับประทานยาเม็ดแคลเซียมแทนหรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
3.รับแสงแดดอย่างพอเพียง เพื่อให้ผิวหนังสร้างวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ มีรายงานว่า การรับแสงแดดเพียง 30 นาที ผิวหนังจะสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง 200 ยูนิต โดยเวลาที่เหมาะสม คือ 8.00 – 10.00 น.และ15.00 – 17.00 น.
4.ลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน  เช่น  ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 2 แก้ว หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม ไม่ซื้อยาชุด ยาต้มมารับประทานเอง นอกจากนี้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ยาปฏิชีวนะเตตราซัยคลิน ยากันชัก ยาฮอร์โมนรักษาโรคเบาหวาน ยาฮอร์โมนรักษาโรคคอพอกเป็นพิษ และยาพวกเฮพพาริน การใช้ยาเหล่านี้เป็นประจำจะลดการดูดซึมแคลเซี่ยมในลำไส้ หรือมีผลขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง
5.ทำจิตใจให้สดชื่นผ่องใส  มีความสุข และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง