Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
ร่วมกันเฝ้าระวังไวรัสตับอักเสบ
ภก.กัณฑ์พนท์ จุฑาพชราภรณ์
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
สาเหตุของโรคตับอักเสบ
        1. เชื้อไวรัส มีหลายชนิดได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ, บี, ซี, ดี, อี
        2.  เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
        3. ยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค Halothane, Isoniazid, Methyldopa, Phenytoin, Valproic Acid, Sulfonamide Drugs. ผู้ป่วยหากได้ Acetaminophen (พาราเซตามอล) ในขนาดสูงมากก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
        4. เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไทฟอยด์, มาลาเรีย
        แม้ว่าสาเหตุของตับอักเสบจะมีมากมายแต่สาเหตุที่สำคัญ คือไวรัสตับอักเสบ ปัญหาโรคตับอักเสบบี และโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ
        • ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-6 เดือน อาการส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองจากการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายโดยระบบภูมิคุ้มกันของตนเอง แต่จะมีบางส่วนที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้หมด ซึ่งส่วนนี้จะมีการดำเนินของโรคไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
        • ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ จนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุด

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นตับอักเสบ
        หากสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบท่านควรไปรับการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่โดย
        1. ตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOT (AST), SGPT (ALT) ค่าปกติน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากกว่า 1.5-2 เท่า ให้สงสัยว่าตับอักเสบ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน เนื่องจากค่าเอนไซม์ของเซลล์ตับที่เกิดจากการอักเสบด้วยเชื้อไวรัสอาจมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ จึงต้องมีการติดตามดูเป็นระยะ อีกทั้งเพื่อให้แน่ใจว่าการอักเสบของตับไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น แอลกอฮอล์หรือยาบางชนิด
        2. การตรวจหาตัวเชื้อ
           • ไวรัสตับอักเสบเอ ตรวจหา IgM Anti HAV
            • ไวรัสตับอักเสบบี ตรวจหา HBsAg ถ้าบวกแสดงว่ามีเชื้ออยู่, Anti HBs ถ้าบวกแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อ, HBeAg ถ้าบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัวมาก และเป็นช่วงที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือทำการรักษาเพื่อลดความรุนแรงของโรค HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ ซึ่งจะช่วยแพทย์ออกแบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น
           • ไวรัสตับอักเสบซี  Anti-HCV เป็นการบอกว่ามีภูมิต่อเชื้อ, HCV-RNA ดูปริมาณของเชื้อ
        3. การตรวจดูโครงสร้างของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่
        4. การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของโรค

ภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ
        ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองจากการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายโดยระบบภูมิคุ้มกันของตนเอง แต่ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด ซึ่งจะพบ 5-10% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และกว่า 85% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จะทำให้มีอาการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า “โรคตับอักเสบเรื้อรัง” 
        
        ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสมักจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็ง เกิดภาวะตับวาย หรือโรคมะเร็งตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความ
เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 200 เท่า ส่วนระยะเวลาการเกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าว อาจใช้เวลาหลายปีขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละคนและความรุนแรงของไวรัสตับอักเสบชนิดนั้นๆ โดยมากชนิด ซี จะพบว่ามีการทำลายของเนื้อตับรุนแรงกว่าชนิดบี 

การรักษา 
        การเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เนื่องจากยาจำเป็นต้องให้ในระยะเวลาค่อนข้างนาน รวมทั้งต้องติดตามอาการดูผลข้างเคียงของยาและผู้ป่วยต้องได้รับยาสม่ำเสมออย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะทำให้ผลการรักษาลดลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้  โดยยาที่ใช้อยู่มี Interfeon และ lamuvudin เป็นต้น

พาหะของโรคจะทำอย่างไร
        ผู้ป่วยที่เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นและต้องหมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะๆ ผู้ป่วยที่เป็นพาหะมักเป็นกับเชื้อ บี และ ซี เท่านั้น
        จากที่กล่าวมาข้างต้น การป้องกันไม่ให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยสามารถลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคตับอักเสบเอ และบี แล้ว แต่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ที่ได้ผลเป็นที่ยอมรับ หากมีผู้ป่วยภายในบ้านเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ หรือเป็นพาหะของโรค คนในบ้านก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคด้วย ในกรณีเป็นไวรัสตับอักเสบบี ให้ละเว้นการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน พยายามไม่ให้มีการสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่งร่วมกับผู้ป่วย เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน เข็มฉีดยา หลีกเลี่ยงการสัก การเจาะ แต่สำหรับการรับประทานข้าวร่วมโต๊ะ การจับมือ การสัมผัสกรณีที่ไม่มีบาดแผลเปิด จะไม่นำไปสู่การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี นอกจากนี้ควรหมั่นเช็คสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเรื้อรังควรรับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควรไปพบแพทย์เป็นประจำ ถ้ามีภาวะตับแข็งแล้วควรได้รับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังมะเร็งตับทุก 6 -12 เดือน โดยการตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจเลือดหรือการตรวจ CT-Scan ซึ่งถ้าพบมะเร็งในระยะแรกๆ จะสามารถให้การรักษาได้ทันเวลา ซึ่งการรักษาได้ผลดีกว่าการพบก้อนมะเร็งในตับขนาดใหญ่ หรือมีการกระจายไปในอวัยวะอื่น ๆ แล้ว