Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
โรคเบาหวานกับภาวะแทรกซ้อน
ภก.กัมพล มุสิกะเจริญ
      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
        โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือจากการดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น   คำถามต่อมา “อินซูลินคืออะไร” อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรืออินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆ ของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถแบ่งได้เป็น  4  ชนิด 
        -เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในเด็กหรือคนอายุน้อยกว่า 30 ปี เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ผู้ป่วยมักมีรูปร่างผอม อาจเกิดภาวะคีโตนสูง การรักษาต้องใช้ยาฉีดอินซูลิน
        -เบาหวานชนิดที่ 2 มักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินและมีการหลั่งอินซูลินลดลง มักมีรูปร่างอ้วนและมีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว สามารรักษาด้วยการควบคุมอาหารหรือยาเม็ดลดระดับน้ำตาล ในรายที่เป็นนานๆ การสร้างอินซูลินลดลงมากๆ ก็อาจต้องฉีดอินซูลิน
        -โรคเบาหวานที่มีสาเหตุเฉพาะ เช่น  โรคเบาหวานที่สาเหตุทางกรรมพันธุ์ โรคของตับอ่อน ฮอร์โมนผิดปกติ จากยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์
        -โรคเบาหวานที่เกิดขณะตั้งครรภ์ เป็นโรคเบาหวานที่ตรวจพบครั้งแรกขณะผู้ป่วยตั้งครรภ์ โดยที่ผู้ป่วยไม่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาก่อน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่มีผลทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน การรักษามักต้องใช้อินซูลิน หลังคลอด เบาหวานมักหายไปและผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อมีอายุมากขึ้น 
        อาการที่สงสัยว่าเป็นเบาหวาน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย ดื่มน้ำบ่อย กินจุแต่น้ำหนักลด อ่อนเพลีย แผลหายยาก ชาตามมือและเท้า
คนที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะเป็นเบาหวาน และควรได้รับการตรวจวิเคราะห์ระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบาหวาน ได้แก่
        1.มีพ่อแม่ พี่หรือน้องเป็นเบาหวาน
        2.อ้วน อ้วนลงพุง (หญิง รอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 80 ซม. ชาย รอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 ซม.)
        3.ความดันโลหิตสูงมากกว่า 140/90 มม.ปรอท หรือได้ยาลดความดันโลหิต
        4.ไขมันไตรกลีเซอไรด์ มากกว่าหรือเท่ากับ 250 มก./ดล. ไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี มีค่าน้อยกว่า 35 มก./ดล.
        5.ประวัติเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ บุตรน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กก.
        6.โรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงขาหรือเท้าตีบ ถุงน้ำหลายถุงที่รังไข่

การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะอาศัยการตรวจหาระดับของน้ำตาลในเลือด ดังนี้
        1.  มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจนดังกล่าวข้างต้น และมีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มก./ดล.โดยไม่จําเป็นต้องอดอาหาร
        2.  ระดับน้ำตาลหลังการอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มก./ดล.  อย่างน้อย 2 ครั้ง
        3.  การตรวจโดยการให้รับประทานกลูโคส 75 กรัม พบว่ามีระดับน้ำตาลหลังรับประทานกลูโคส 2 ชั่วโมง
ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไประดับน้ำตาลหลังการอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง 
ที่อยู่ในช่วง 100-125 มก./ดล. และระดับน้ำตาลหลังรับประทาน
กลูโคส 75 กรัมที่อยู่ในช่วง 140-199 มก./ดล. ทั้งสองภาวะนี้เรียกรวมกันว่าเป็น “ระยะก่อนเป็นเบาหวาน”

        โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แต่ก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ โดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ยา นอกจากนี้แล้วผู้ป่วยเบาหวานยังต้องคอยเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อนเรื้อรังต่างๆ อันเป็นผลที่การมีระดับน้ำตาลสูงในเลือดที่ผิดปกติจะทำให้เกิดกระบวนการ Glycation  ซึ่งน้ำตาลจะเข้าไปจับกับโปรตีน ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานไม่ได้ นานวันเข้าก็จะเกิดความเสื่อมและทำลายอวัยวะต่างๆ ในที่สุด ซึ่งไม่ต่างจากกระบวนการที่ทำให้เกิดความแก่ชราตามธรรมชาติ จะต่างกันก็เพียงแต่เบาหวานทำให้แก่ชราในอัตราที่เร็วกว่ามากนั่นเอง
        ลองมาดูกันว่ามีอวัยวะใดบ้างที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนเมื่อเป็นเบาหวานได้
1. ดวงตา - น้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานๆ จะทำให้จอประสาทตาเสื่อม เส้นเลือดในจอประสาทตาจะอ่อนแอ เสียความยืดหยุ่น หรือมีการรั่วซึม แต่การมองเห็นยังคงเป็นปกติอยู่ในช่วงแรก แต่ต่อมาจอประสาทตาจะถูกทำลาย การมองเห็นเริ่มผิดปกติมองเห็นมัวๆ หรือเห็นเป็นจุดสีดำ เรียกว่าเบาหวานขึ้นตา (diabetic retinopathy) ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน ผู้ที่เป็นเบาหวานควรหมั่นตรวจความผิดปกติของจอประสาทตาเป็นประจำทุกปี
2. ไต – เป็นที่ทราบกันว่าไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด และยิ่งไตต้องกรองเลือดที่มีน้ำตาลสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ไตเสื่อมลง หน่วยไตทำงานไม่ได้และหากรับประทานยารักษาโรคเบาหวานบางตัว หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้โรคไตมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจสภาพการทำงานของไตทุกปี เช่น ตรวจระดับโปรตีนในปัสสาวะ  ค่า creatinine, urea  งดรับประทานอาหารเค็ม  ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกิน 130/80 mmHg 
3. หัวใจและหลอดเลือด – เป็นปัญหากับระบบการไหลเวียนโลหิตเพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปทำให้เลือดหนืดข้น เสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย เส้นเลือดอุดตันหรือเส้นเลือดแตก เลือดไปเลี้ยงแขนขาไม่ดี จึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป ร่วมถึงลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือด เช่น ระดับไขมัน ออกกำลังกาย ควบคุมความดันโลหิต
4. ระบบประสาท – น้ำตาลในเลือดสูงจะทำลายระบบประสาทโดยตรง เส้นประสาทเสื่อมทำให้การรับความรู้สึกที่อวัยวะต่างๆ ลดลง เช่น เท้า อาจทำให้ไม่รู้สึกตัวเมื่อเกิดบาดแผล และแผลที่เกิดขึ้นจะหายช้ากว่าปกติ ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานควรตรวจระบบประสาทส่วนปลาย เช่น เท้า มือ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งดูแลป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผล
        โรคเบาหวานแม้จะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด และต้องได้รับการดูแลไปตลอดชีวิต แต่ถ้าได้ทำความเข้าใจ เรียนรู้การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง  หมั่นกินยาอย่างตรงเวลาและสม่ำเสมอ  ใส่ใจการควบคุมอาหาร  การออกกำลังกาย และรู้จักดูแลร่างกายอย่างถูกวิธี เราก็สามารถจะใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้