Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
รับมือโรคท้องเสียอย่างไร ในหน้าร้อน
ภญ. สุไรยา หมัดหลี
      
fiogf49gjkf0d
        เมื่อใกล้ถึงหน้าร้อนในแต่ละปี หลายๆคนอาจตื่นเต้นที่จะได้ลาพักร้อน ไปพักผ่อนหย่อนใจ แต่ภัยร้ายที่ต้องระวังที่มักมากับหน้าร้อนอย่างหนึ่งก็คือ โรคท้องเสีย เนื่องจากอากาศที่ร้อนและอบอ้าว จะทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย ยิ่งถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีสุขลักษณะส่วนตัวที่ไม่ดีนัก ก็มีโอกาสท้องเสียได้ง่าย 
โรคท้องเสีย (Diarrhea) ดูเหมือนจะเป็นโรคธรรมดาที่พบได้บ่อยนั้น จริงๆแล้วเป็นปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว เพราะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะในหน้าร้อนโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้คำนิยามว่า 
        ท้องเสีย( Diarrhea )หมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำตั้งแต่  3 ครั้งต่อวันขึ้นไป โดยอาจถ่ายเป็นน้ำหรืออาจเป็นมูกเลือด ซึ่งถ้าเป็นมูกเลือดจะเรียกอีกชื่อ
หนึ่งว่าโรคบิด และถ้าท้องเสีย หายได้ภายใน 2 สัปดาห์ เรียกว่า ท้องเสียเฉียบพลัน(Acute diarrhea ) ถ้าท้องเสียนาน 2-4 สัปดาห์ เรียกว่า ท้องเสียต่อเนื่อง ( Persistent diarrhea )  และถ้าท้องเสีย นานมากกว่า 4 สัปดาห์ เรียกว่าท้องเสียเรื้อรัง ( Chronic diarrhea ) 
        ท้องเสียมีสาเหตุการเกิดได้หลายสาเหตุ เช่นการติดเชื้อแบคทีเรีย , ไวรัส , บิดมีตัว , บิดไม่มีตัว ,พยาธิ ,แพ้อาหารและนม ท้องเสียจากยาบางชนิด , ท้องเสียจากโรคภูมิคุ้มกันต้านทานบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ , โรคลำไส้อักเสบ แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะ ท้องเสียจากการติดเชื้อเท่านั้น ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่เกิดในช่วงหน้าร้อน ท้องเสียจากการติดเชื้อ ( Infectious diarrhea ) แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
1.ท้องเสียที่ถ่ายเป็นน้ำ ( Watery diarrhea ) เกิดจากสารพิษของเชื้อ  (enterotoxin ) ซึ่งเชื้อที่เป็นสาเหตุหลักของอาการท้องเสีย ประเภทนี้ ได้แก่ Vibrio cholerae (เชื้ออหิวาตกโรค) และ enterotoxigenic E.coli (  ETEC ) , Rota virus ,Norwolk virus ผู้ป่วยมักถ่ายอุจจาระเป็นน้ำในปริมาณมาก จนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงได้ 
2.ท้องเสียที่ถ่ายเป็นมูกเลือด ( Mucous bloody หรือ Invasive diarrhea ) เกิดจากการรุกล้ำ ( Invasion ) ของเชื้อเข้าไปในเยื่อบุลำไส้ ทั้งบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการอักเสบ เชื้อที่เป็นสาเหตุหลัก ได้แก่ Shigella ,   Enteroinvasive E.coli ( EIEC ) ,Entamoeba histolytica , Salmonella  เป็นต้น บริเวณที่เชื้อรุกล้ำจะมีการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ขั้นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดบิด ปวดเบ่ง และถ่ายเป็นมูกปนเลือด โดยทั้งนี้อันตรายที่รุนแรงของโรคท้องร่วงคือการเสียชีวิตจากการขาดน้ำ(Dehydration )และการเกิดภาวะขาดสารอาหาร ( Malnutrition ) 
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายขาดน้ำ
1.กระหายน้ำมากปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม 
2.ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ผิวแห้ง เมื่อเป็นมากจะตาลึกโหล เพราะเนื้อเยื่อรอบตาจะขาดน้ำไปด้วย 
3.เมื่อขาดน้ำรุนแรงจะวิงเวียนมึนงง กระสับกระส่าย และช็อกในที่สุด โดยอาการขาดน้ำในเด็กส่วนใหญ่คล้ายคลึงในผู้ใหญ่ ยกเว้นในเด็กอ่อนซึ่งมักไม่มีปัสสาวะเลย กระหม่อมบุ๋มลึก และไม่มีน้ำตาเมื่อร้องให้ 
เราจะดูแลตนเองอย่างไร 
1.ควรพักผ่อน หากมีอาการมาก ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียนก่อน 
2.ดื่มน้ำมากๆหรือน้ำผสมเกลือแร่ ORS  เมื่อถ่ายเป็นน้ำหรือรู้สึกปากแห้ง 
3.กินอาหารอ่อนๆ อาหารเหลว หรืออาหารจืดๆ 
4.ไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย ทันทีที่มีอาการท้องเสีย เนื่องจากการรับประทานยาหยุดถ่ายจะทำให้ของเสียหรือเชื้อโรคจะยังคงสะสมอยู่ในลำไส้  
5.รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น 
6.ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากมีอาการมาก เมื่อจำเป็นต้องใช้ยา 
ควรรีบพบแพทย์ เมื่อ?
1.มีอาการร่างกายขาดน้ำ
2.ท้องเสีย อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 – 2  วัน (หากเป็นเด็ก หรือผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ ควรพบแพทย์เมื่ออาการไม่ดีขึ้นใน หนึ่งวัน 
3.ปวดท้องมาก คลื่นไส้ อาเจียนหรือตัว/ตาเหลือง 
4.มีไข้สูงมากกว่า 38 องศา 
5.อุจจาระเป็นมูก หรือมูกเลือด หรือมีสีดำ และเหนียว เหมือนยางมะตอย (ซึ่งเป็นอาการของเลือดออกในกระเพาะ) 
วิธีป้องกันโรคท้องร่วง 
1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียม หรือปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่ายอุจจาระ
2.ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำต้มสุก น้ำที่’ใส่คลอรีน หรือน้ำบรรจุขวด
3.เลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกด้วยความร้อน และปรุงสุกใหม่ๆ
4.กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน