Member
Pharmacy & Health
Pharmacist Expertise Article Health Monitoring Health Tip
ระวังภัยเงียบ ไวรัสตับอักเสบ ซี

      
fiogf49gjkf0d
fiogf49gjkf0d
Smiley face
                    

                        ไวรัสตับอักเสบ คือไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคตับ ทำให้มีการอักเสบภายในเนื้อตับ ซึ่งมีหลายชนิดได้แก่ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ บี ซี ดี และ อี เป็นต้นนอกจากนี้ยังเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สำคัญในประเทศไทยเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังจนผู้ป่วยบางรายมีการดำเนินโรคจนเกิดตับแข็ง ที่ร้ายกว่านั้นทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ


                         หลายคนคงคุ้นกับโรคไวรัสตับอักเสบเอและบีแต่ความเป็นจริงแล้วยังมีไวรัสตับอักเสบอีกหนึ่งชนิด ที่มีความรุนแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ "โรคไวรัสตับอักเสบซี"   ซึ่งความรุนแรงของไวรัสชนิดนี้คือ เป็นตับโรคตับอักเสบที่ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อทำให้อาการของโรคมีโอกาสพัฒนาไปเป็นอาการตับอักเสบแบบเรื้อรังมากกว่าชนิดอื่น  และยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันเหมือนไวรัสตับอักเสบบีที่ร้ายกว่านั้นคือ ไวรัสตับอักเสบซีเป็นอีกสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งตับ


                         อาการของโรคไวรัสตับอักเสบซี 
                                อาการของตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบซี 
                                  1. ไม่มีอาการ 
                                  2. อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลดและลงท้ายด้วยตัวเหลืองตาเหลืองซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองพบได้เพียง 10-15% เท่านั้นที่เหลือไม่พบ จึงทำให้ยากต่อการวินิจฉัย 
                          โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่หลังติดเชื้อแล้วภายในเวลา 10 ปีแรกจะไม่มีอาการอะไรเลยยกเว้นส่วนน้อยที่อาจมีอาการของโรคแบบเฉียบพลัน ต่อเมื่อย่างเข้าสู่ 10 ปีที่ 2 ก็จะเริ่มมีอาการของตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นและเมื่อ 30 ปีผ่านไป ตับจะถูกทำลายมากขึ้นก็จะเริ่มมีอาการของตับแข็งปรากฏให้เห็น แล้วผู้ป่วยจำนวนหนึ่งก็จะเป็นมะเร็งตับเรียกว่ากว่าจะแสดงอาการก็ใช้เวลาหลายสิบปี โดยที่โรคจะดำเนินไปอย่างช้าๆผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีโรคอันตรายซ่อนแฝงอยู่ถ้าไม่ได้ตรวจเลือดผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 15-20% อาจหายจากโรคได้เองแต่ส่วนใหญ่ 75-85% จะเป็นเรื้อรังถ้าหากไม่ได้รับการรักษาก็จะกลายเป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด


                        ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและควรได้รับการทดสอบหาเชื้อ

                             ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดต่อทางเลือด  การมีเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์บางประเภทร่วมกัน ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโดยไม่ทราบแหล่งที่มาของปัจจัยเสี่ยงได้แก่

  •          ผู้ที่เคยได้รับเลือดและสารเลือดก่อนปีพ.ศ.2535 เนื่องจากยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

  •          ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปีพ.ศ.2535

  •          ผู้ที่มีการฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือดถึงแม้ว่าทดลองใช้เพียงครั้งเดียว

  •         ผู้ป่วยโรคเอดส์

  •          ผู้ที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

  •          ผู้ที่มีผลเลือดการทำงานของตับพบการอักเสบ

  •          ผู้ที่ติดยาเสพติดใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

  •          ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจากการทำฟัน

  •          ผู้ที่สำส่อนทางเพศหรือรักร่วมเพศ

  •          ผู้ที่มีการสักตามตัวการใช้เข็มที่ติดเชื้อโรคสักผิวหนัง เจาะหู ฝังเข็ม

  •          ผู้ที่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

  •          บุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มตำจากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

  •         การใช้ของส่วนตัวที่เปื้อนเลือดร่วมกันเช่น มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บ

  •          ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี(ติดได้แต่พบน้อย)


                        อย่างไรก็ดีไวรัสตับอักเสบซีไม่สามารถติดต่อกันได้ทางการให้นมบุตรการจามหรือไอรดกัน การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำด้วยกัน และการใช้ถ้วยชามร่วมกัน


                        การวินิจฉัยโรค

                         การวินิจฉัยสามารถทำได้โดยตรวจเลือดดูการทำงานของตับ หากผิดปกติ จะตรวจว่าเป็นตับอักเสบบีหรือซี    ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบซีจะนำส่วนที่เป็นน้ำเหลืองไปตรวจหาภูมิต่อต้านไวรัสตับอักเสบซี  หรือที่เรียกว่า "แอนติ เอช ซี วี(Anti-HCV)"   ในรายที่ผลเป็นบวกควรยืนยันด้วยการการตรวจไวรัสตับอักเสบซีโดยตรง   โดยตรวจดูปริมาณไวรัสและสายพันธุ์ไวรัส  ซึ่งการตรวจสายพันธุ์จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจต่อการรักษา 


                          ป้องกันตนอย่างไรจากไวรัสตับอักเสบซี    

                          ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี  ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนจะต้องใส่ใจในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1.     ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

2.     ให้สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด

3.      ห้ามใช้มีดโกนหนวดแปรงสีฟันร่วมกัน

4.     ห้ามใช้อุปกรณ์ในการสักร่วมกัน

5.     ให้ใช้ถุงยางคุมกำเนิดถ้าหากมีเพศสัมพันธ์หลายคน

6.     บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ควรได้รับการตรวจเลือด anti HCV

“  รู้เท่าทันภัยร้าย   ร่วมใจต้านภัยไวรัสตับอักเสบ ซี “